ฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูบุตรได้ถึงเมื่อไหร่? อายุความ 5 ปี และสิทธิของพ่อแม่หลังหย่า

สรุปประเด็นสำคัญ

  • ฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูบุตร “มีอายุความ 5 ปี”
  • นับตั้งแต่วันที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง “จ่ายค่าเลี้ยงดูไป”
  • หากเลี้ยงดูฝ่ายเดียว มีสิทธิ “ไล่เบี้ย” จากอีกฝ่ายได้
  • แม้บุตรบรรลุนิติภาวะแล้ว ก็ยังฟ้องย้อนหลังได้
  • พ่อแม่มีหน้าที่เลี้ยงดูบุตร “ร่วมกัน” ตามกฎหมาย

คำถามนี้เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในกรณี

  • หย่าร้าง
  • ฝ่ายหนึ่งเลี้ยงดูบุตรเพียงลำพัง

ตามกฎหมาย
👉 การฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ มีอายุความ 5 ปี

โดยเริ่มนับจาก

  • วันที่มีการ “ชำระค่าเลี้ยงดู” ไป

กล่าวคือ
หากพ่อหรือแม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้จ่ายค่าเลี้ยงดูเพียงคนเดียว
👉 สามารถฟ้องเรียก “ส่วนที่อีกฝ่ายต้องรับผิด” ได้


ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

  • พ่อและแม่มีหน้าที่ร่วมกันในการเลี้ยงดูบุตร
  • ถือเป็น “ความรับผิดชอบร่วม”

ผลคือ
👉 ต้องรับผิด “คนละครึ่ง” (โดยหลัก)

เว้นแต่

  • มีข้อตกลงกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

หากมีสถานการณ์ เช่น

  • หย่ากันแล้ว
  • บุตรอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
  • อีกฝ่ายไม่ได้ช่วยค่าเลี้ยงดู

ฝ่ายที่เลี้ยงดู
👉 มีสิทธิ “ฟ้องเรียกคืนค่าเลี้ยงดู” จากอีกฝ่ายได้

แม้ในกรณีที่

  • บุตร “บรรลุนิติภาวะแล้ว”

ก็ยังสามารถฟ้องได้
เพราะเป็นสิทธิเรียกร้องระหว่าง “พ่อแม่ด้วยกัน”


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2697/2548 วางหลักไว้ว่า

  • พ่อแม่มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรร่วมกัน
  • หากฝ่ายใดออกค่าใช้จ่ายไปฝ่ายเดียว
    👉 สามารถเรียกให้อีกฝ่าย “ร่วมรับผิด” ได้

ศาลก็ยังรับพิจารณาได้
และสามารถกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูที่เหมาะสมได้ตามกฎหมาย


ประเด็นสำคัญที่สุดคือ
👉 อายุความ 5 ปี

โดยจะเริ่มนับ “เป็นช่วงๆ” ตามแต่ละวันที่มีการจ่ายค่าเลี้ยงดู

ตัวอย่าง:

  • จ่ายค่าเลี้ยงดูเดือน ม.ค. 2563 → ฟ้องได้ถึง ม.ค. 2568
  • จ่ายเดือนถัดไป → นับใหม่เป็นอีกช่วง

ดังนั้น
❗ หากปล่อยไว้นาน อาจ “ขาดอายุความบางส่วน” ได้


Insight จากทนาย (จุดที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด)

เพราะสิทธิเรียกร้องนี้
👉 เป็นสิทธิระหว่าง “พ่อแม่”

ไม่ใช่สิทธิของตัวบุตรโดยตรง

อีกจุดที่พลาดบ่อยคือ
👉 ไม่เก็บหลักฐานค่าใช้จ่าย

ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการพิสูจน์จำนวนเงินที่เรียกร้อง


FAQ (คำถามที่พบบ่อย)

Q: ลูกโตแล้ว ยังฟ้องค่าเลี้ยงดูย้อนหลังได้ไหม?
A: ได้ เพราะเป็นสิทธิเรียกร้องระหว่างพ่อแม่

Q: อายุความเริ่มนับเมื่อไหร่?
A: นับตั้งแต่วันที่จ่ายค่าเลี้ยงดูในแต่ละครั้ง

Q: ถ้าไม่เคยตกลงกันเรื่องค่าเลี้ยงดู ฟ้องได้ไหม?
A: ฟ้องได้ เพราะเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย

Q: ต้องมีหลักฐานอะไรบ้าง?
A: หลักฐานค่าใช้จ่าย เช่น ค่าเรียน ค่ากินอยู่ ค่าแพทย์ ฯลฯ

กู้ร่วมตอนสมรส แต่หย่าแล้ว ทรัพย์ยังโดนยึดได้ไหม? แนวทางร้องขัดทรัพย์ + แบ่งสินส่วนตัวตามกฎหมาย

สรุปประเด็นสำคัญ

  • กู้ร่วมช่วงสมรส หนี้อาจยังผูกพัน แม้หย่ากันแล้ว
  • ทรัพย์ที่ได้มาระหว่างสมรส = “สินสมรส” เว้นแต่มีการแบ่งชัดเจน
  • หากมีข้อตกลงแบ่งทรัพย์ตอนหย่า อาจทำให้ทรัพย์กลายเป็น “สินส่วนตัว”
  • เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิยึดทรัพย์ หากพิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่ของลูกหนี้
  • ใช้ “ร้องขัดทรัพย์” และ “ร้องขอกันส่วน” เพื่อคุ้มครองสิทธิ

หลายกรณี คู่สมรส “กู้ร่วม” กันในช่วงที่ยังจดทะเบียนสมรส

แต่เมื่อเวลาผ่านไป

  • มีการหย่าร้าง
  • มีการแบ่งทรัพย์สินกันแล้ว

ต่อมา “เจ้าหนี้” ของอดีตคู่สมรสอีกฝ่าย กลับมาบังคับคดี
👉 ยึดทรัพย์ที่อีกฝ่ายถือครองอยู่

ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า
ทรัพย์นี้ยังถูกยึดได้อยู่หรือไม่?


โดยหลักกฎหมาย

  • ทรัพย์ที่ได้มา “ระหว่างสมรส” = สินสมรส
  • แต่สามารถ “ตกลงแบ่งทรัพย์” กันได้เมื่อหย่า

หากมีข้อตกลงชัดเจนว่า
👉 ทรัพย์ใดเป็นของใคร

ทรัพย์นั้นสามารถเปลี่ยนสถานะเป็น
“สินส่วนตัว” ของฝ่ายนั้นได้ทันที


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4961/2558 วางหลักไว้ชัดเจนว่า

  • แม้ที่ดินจะได้มาระหว่างสมรส (เป็นสินสมรส)
  • แต่เมื่อหย่าและมี “ข้อตกลงแบ่งทรัพย์สิน”
  • ให้ที่ดินตกเป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

👉 ข้อตกลงดังกล่าวมีผลเป็น “สัญญาแบ่งทรัพย์สิน” ตามกฎหมาย

และที่สำคัญ

  • แม้ไม่ได้ไปจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่
  • ก็ยัง “มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย”

ผลลัพธ์คือ
👉 ทรัพย์นั้นกลายเป็น “สินส่วนตัว” ของผู้ได้รับ

ดังนั้น
เจ้าหนี้ของอดีตคู่สมรสอีกฝ่าย ไม่มีสิทธิยึดทรัพย์ดังกล่าว


หากถูกบังคับคดีและยึดทรัพย์โดยไม่เป็นธรรม สามารถใช้สิทธิได้ 2 แนวทางหลัก:

1. ร้องขัดทรัพย์

ใช้เมื่อ
👉 ทรัพย์ที่ถูกยึด “ไม่ใช่ของลูกหนี้”

เจ้าของตัวจริงสามารถยื่นคำร้องต่อศาล
เพื่อขอให้ “ปล่อยทรัพย์” จากการยึด


2. ร้องขอกันส่วน

ใช้เมื่อ
👉 ทรัพย์นั้นมี “ส่วนของเราอยู่”

เช่น เป็นเจ้าของร่วม หรือมีสิทธิบางส่วน
สามารถขอให้กันส่วนของตนออกจากการขายทอดตลาดได้


Insight จากทนาย (จุดที่หลายคนพลาด)

เคสลักษณะนี้ คนส่วนใหญ่มักพลาดตรง:

  • ไม่ทำ “ข้อตกลงแบ่งทรัพย์” ให้ชัดตอนหย่า
  • หรือทำแล้ว แต่ไม่เข้าใจผลทางกฎหมาย

ทั้งที่จริงแล้ว
👉 ข้อตกลงหย่า “มีน้ำหนักสูงมาก” ในการป้องกันการถูกยึดทรัพย์

และในชั้นบังคับคดี
ความเร็วในการยื่นร้อง = ตัวชี้ชะตาทรัพย์สิน


FAQ (คำถามที่พบบ่อย)

Q: หย่าแล้ว หนี้กู้ร่วมยังต้องรับผิดหรือไม่?
A: โดยหลักยังต้องรับผิด แต่ต้องดูรายละเอียดสัญญาและข้อตกลงหย่า

Q: ทรัพย์ที่แบ่งกันแล้ว ยังโดนยึดได้ไหม?
A: หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นสินส่วนตัวแล้ว เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิยึด

Q: ไม่ได้จดทะเบียนแบ่งทรัพย์ จะมีผลไหม?
A: ตามแนวฎีกา ข้อตกลงแบ่งทรัพย์มีผลได้ แม้ไม่จดทะเบียน

Q: ต้องรีบยื่นร้องขัดทรัพย์เมื่อไร?
A: ควรรีบทันทีเมื่อทราบว่ามีการยึดทรัพย์ เพื่อรักษาสิทธิของตน

ข้อดีของการจดทะเบียนรับรองบุตร สิทธิสำคัญที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

บทความนี้ จะช่วยทำความเข้าใจและแก้ข้อสงสัยว่า การฟ้องศาลให้จดทะเบียนรับรองบุตรมีข้อดีอย่างไร


การจดทะเบียนรับรองบุตรคืออะไร และทำไมถึงสำคัญ

การจดทะเบียนรับรองบุตร คือการทำให้บิดามีสถานะเป็น “พ่อโดยชอบด้วยกฎหมาย” ส่งผลให้เกิดสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายทั้งต่อบุตรและครอบครัว

หากไม่ได้ดำเนินการ บุตรอาจไม่ได้รับสิทธิหลายประการ เช่น สิทธิในมรดก สิทธิการใช้นามสกุล และสิทธิในการได้รับการอุปการะเลี้ยงดู


ข้อดีของการจดทะเบียนรับรองบุตร

1. สิทธิและสวัสดิการของบุตร

การจดทะเบียนช่วยให้บุตรได้รับสิทธิพื้นฐานอย่างครบถ้วนตามกฎหมาย

  • มีสิทธิรับมรดกจากบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย
  • ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูและความคุ้มครองทางกฎหมาย
  • สามารถใช้นามสกุลของบิดาได้

2. สิทธิของบิดามารดา

การรับรองบุตรทำให้สิทธิของพ่อแม่มีความชัดเจนมากขึ้น

  • บิดามีสิทธิเลี้ยงดูและตัดสินใจในเรื่องสำคัญของบุตร
  • มีสิทธิในการดูแลและจัดการทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของบุตรในกรณีจำเป็น

3. ความมั่นคงในครอบครัวและการใช้ชีวิต

สถานะทางกฎหมายที่ชัดเจนช่วยลดปัญหาในอนาคต

  • เสริมสร้างความมั่นคงในครอบครัว
  • ลดข้อพิพาททางกฎหมาย
  • ทำธุรกรรมเกี่ยวกับบุตรได้สะดวก เช่น การสมัครเรียน หรือการใช้สิทธิด้านสุขภาพ

4. สิทธิในการเข้าถึงสวัสดิการภาครัฐ

บุตรและครอบครัวสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น

  • สวัสดิการเด็ก
  • สิทธิด้านการรักษาพยาบาล
  • ความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐ

หากไม่จดทะเบียนรับรองบุตร มีความเสี่ยงอะไรบ้าง

หากไม่มีการรับรองบุตรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อาจเกิดผลกระทบ เช่น

  • บุตรไม่มีสิทธิรับมรดกจากบิดาโดยตรง
  • บิดาไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการตัดสินใจแทนบุตร
  • เกิดปัญหาในการทำธุรกรรมหรือเอกสารสำคัญ

สรุป ข้อดีของการจดทะเบียนรับรองบุตร

การจดทะเบียนรับรองบุตรเป็นสิ่งที่ควรดำเนินการ เพื่อคุ้มครองสิทธิของบุตรและสร้างความชัดเจนทางกฎหมายให้กับครอบครัว


คำแนะนำทางกฎหมายจากทนายสุพัตรา

ในบางกรณี เช่น

  • บิดามารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรส
  • มีข้อพิพาทระหว่างคู่กรณี
  • ต้องดำเนินการผ่านศาล

ควรปรึกษาทนายความก่อนดำเนินการ เพื่อให้ถูกต้องและลดความเสี่ยงในอนาคต


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการจดทะเบียนรับรองบุตร (FAQ)

การจดทะเบียนรับรองบุตรคืออะไร

คือการที่บิดาดำเนินการตามกฎหมายเพื่อให้ตนมีสถานะเป็นพ่อโดยชอบด้วยกฎหมายของบุตร ส่งผลให้เกิดสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายทั้งสองฝ่าย


รับรองบุตร ต้องทำยังไง

สามารถดำเนินการได้ 2 วิธี

  • ยื่นคำร้องที่สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ (กรณีทั้งสองฝ่ายยินยอม)
  • ยื่นคำร้องต่อศาล (กรณีอีกฝ่ายไม่ยินยอม)

รับรองบุตร ใช้เอกสารอะไรบ้าง

เอกสารหลัก ได้แก่

  • บัตรประชาชนของบิดาและมารดา
  • สูติบัตรของบุตร
  • ทะเบียนบ้าน
  • เอกสารอื่นตามที่เจ้าหน้าที่ร้องขอ

รับรองบุตรที่ไหน

สามารถทำได้ที่

  • สำนักงานเขต (ในกรุงเทพมหานคร)
  • ที่ว่าการอำเภอ (ต่างจังหวัด)

รับรองบุตร ใช้เวลากี่วัน

  • กรณีตกลงกันได้: เสร็จภายในวันเดียว
  • กรณีขึ้นศาล: ใช้เวลาหลายเดือนขึ้นอยู่กับคดี

ค่าใช้จ่ายในการรับรองบุตรเท่าไหร่

  • ที่อำเภอ/เขต: ค่าใช้จ่ายไม่สูง (หลักร้อยบาท)
  • ผ่านศาล: มีค่าธรรมเนียมศาลและค่าทนายความเพิ่มเติม

ถ้าแม่ไม่ยินยอม รับรองบุตรได้ไหม

สามารถทำได้ แต่ต้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อพิสูจน์ความเป็นบิดา


เด็กต้องยินยอมในการรับรองบุตรหรือไม่

หากบุตรมีอายุ 7 ปีขึ้นไป ต้องให้ความยินยอมด้วย


รับรองบุตรแล้ว ได้สิทธิอะไรบ้าง

  • สิทธิรับมรดก
  • สิทธิใช้นามสกุลบิดา
  • สิทธิได้รับการเลี้ยงดู
  • สิทธิทางกฎหมายอื่น ๆ

ไม่รับรองบุตร มีผลเสียอะไร

  • บุตรไม่มีสิทธิรับมรดกจากบิดาโดยตรง
  • บิดาไม่มีอำนาจตามกฎหมายเกี่ยวกับบุตร
  • เกิดปัญหาในเรื่องเอกสารและสิทธิในอนาคต

รับรองบุตรย้อนหลังได้ไหม

สามารถทำได้ แม้บุตรจะโตแล้วก็ยังสามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย


รับรองบุตรแล้ว ต้องเปลี่ยนนามสกุลทันทีหรือไม่

ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทันที แต่สามารถดำเนินการได้ภายหลัง


จำเป็นต้องมีทนายความหรือไม่

  • กรณีปกติ: ไม่จำเป็น
  • กรณีมีข้อพิพาท: แนะนำให้มีทนายเพื่อปกป้องสิทธิทางกฎหมาย

คดีหย่าคู่สมรสชาวต่างชาติ | ประเด็นกฎหมายที่ควรรู้ แนวฎีกา 1869/2566

หาทนาย, คดีไฟแนนซ์, ฟ้องค่าส่วนต่าง, ฟ้องเรียกค่าส่วนต่าง ,ยึดรถ, คดีค่าส่วนต่างรถ, คดีกู้ยืม, บังคับคดี, ทนายหนองบัวลำภู, ทนายสุพัตรา, หาทนายหนองบัวลำภู, ทนายอุดร, หาทนายอุดร, รับว่าความคดีแพ่ง, คดีอาญา, คดีครอบครัว, จัดการมรดก, หนี้บัตรหรือสินเชื่อ, คดีค่าส่วนต่างรถ, ฟ้องชู้, ฟ้องหย่า, ในและต่างประเทศ, ทนายอุดรธานี, ทนายหนองบัวลำภู

คดีหย่าคู่สมรสชาวต่างชาติเป็นคดีครอบครัวที่มักมีความซับซ้อนมากกว่าการหย่าทั่วไป เพราะอาจเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายประเทศ เอกสารต่างประเทศ การจดทะเบียนสมรส การรับรองเอกสาร และประเด็นเรื่องบุตร ทรัพย์สิน หรือสิทธิหน้าที่หลังหย่า การวางแนวทางคดีจึงควรพิจารณาข้อเท็จจริงและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ

หย่ากันได้ที่ประเทศใดและใช้กฎหมายใด

คดีหย่าคู่สมรสชาวต่างชาติต้องพิจารณาก่อนว่าศาลประเทศใดมีอำนาจ และกฎหมายของประเทศใดใช้บังคับ โดยขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เช่น สัญชาติ ที่อยู่ การจดทะเบียนสมรส และสถานที่เกิดเหตุแห่งคดี

เอกสารสำคัญในคดีหย่าคู่สมรสชาวต่างชาติ

เอกสารที่ใช้ในคดีอาจรวมถึงทะเบียนสมรส หนังสือเดินทาง เอกสารแปลภาษา เอกสารรับรองจากหน่วยงานต่างประเทศ และเอกสารที่ต้องผ่านการรับรองความถูกต้องตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด

ประเด็นเรื่องบุตร ทรัพย์สิน และค่าอุปการะ

นอกจากการหย่าแล้ว คดีลักษณะนี้มักเกี่ยวข้องกับสิทธิในการปกครองบุตร ค่าอุปการะเลี้ยงดู การแบ่งทรัพย์สินระหว่างสมรส และสิทธิเรียกร้องอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

ควรปรึกษาทนายความก่อนดำเนินคดี

คดีหย่าคู่สมรสชาวต่างชาติมีรายละเอียดด้านเอกสาร ขั้นตอน และข้อกฎหมายที่ซับซ้อน การปรึกษาทนายความตั้งแต่ต้นจะช่วยให้สามารถวางแนวทางคดี เตรียมเอกสาร และลดความผิดพลาดในการดำเนินการได้อย่างเหมาะสม

หากต้องการปรึกษาเรื่องหย่ากับคู่สมรสชาวต่างชาติ ทนายสุพัตราพร้อมให้คำแนะนำและช่วยประเมินแนวทางคดีตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

ตัวอย่าง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1869/2566

การหย่าระหว่างโจทก์ซึ่งมีสัญชาติไทยกับจำเลยซึ่งเป็นคนสัญชาติอังกฤษในประเทศไทยนั้นมีลักษณะเป็นนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนที่เกี่ยวพันกับกฎหมายระหว่างประเทศอันตกอยู่ภายใต้บังคับแห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 โดย พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 บัญญัติว่า “ศาลไทยจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีและภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้ เหตุหย่า ให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า” ซึ่งมีความหมายว่า ในกรณีที่สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นบุคคลสัญชาติอื่นหรือทั้งสองฝ่ายเป็นคนสัญชาติอื่นแต่มาฟ้องหย่าในประเทศไทย ศาลไทยจะพิพากษาให้หย่ากันได้ต่อเมื่อกฎหมายของประเทศสามีหรือภริยาหรือทั้งสองฝ่ายยินยอมให้สามีภริยาที่สมรสกันตามกฎหมายแล้วสามารถหย่ากันได้ ดังนั้นข้อที่ว่ากฎหมายแห่งประเทศอังกฤษอนุญาตให้บุคคลที่มีสัญชาติอังกฤษหย่าได้หรือไม่ จึงเป็นข้อสำคัญที่ศาลต้องพิจารณาเสียก่อน และเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ต้องนำสืบให้ปรากฏ เพราะกฎหมายของต่างประเทศถือเป็นข้อเท็จจริงและไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลไทยรับรู้ได้เอง โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ว่ากฎหมายอังกฤษอันเป็นกฎหมายสัญชาติของจำเลยผู้เป็นสามียินยอมให้หย่าได้และมีเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายไทยซึ่งเป็นกฎหมายสัญชาติของโจทก์ผู้เป็นภริยาและเป็นกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า เมื่อโจทก์มิได้นำสืบว่ากฎหมายของประเทศอังกฤษอันเป็นกฎหมายสัญชาติของจำเลยยอมให้คู่สมรสหย่ากันได้ ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลไทยจึงไม่อาจพิพากษาให้หย่ากันได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ หรือจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษก็สามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182

หาทนาย, คดีไฟแนนซ์, ฟ้องค่าส่วนต่าง, ฟ้องเรียกค่าส่วนต่าง ,ยึดรถ, คดีค่าส่วนต่างรถ, คดีกู้ยืม, บังคับคดี, ทนายหนองบัวลำภู, ทนายสุพัตรา, หาทนายหนองบัวลำภู, ทนายอุดร, หาทนายอุดร, รับว่าความคดีแพ่ง, คดีอาญา, คดีครอบครัว, จัดการมรดก, หนี้บัตรหรือสินเชื่อ, คดีค่าส่วนต่างรถ, ฟ้องชู้, ฟ้องหย่า, ในและต่างประเทศ, ทนายอุดรธานี, ทนายหนองบัวลำภู