หลักกฎหมายเกี่ยวกับการคืนรถเช่าซื้อและค่าส่วนต่าง
ตามแนวคำอธิบายที่อ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1203/2565 และ 861/2565 กรณีผู้เช่าซื้อส่งมอบรถคืนในขณะที่ยังไม่ผิดนัดชำระ และผู้ให้เช่าซื้อรับรถคืนไว้โดยไม่โต้แย้ง อาจถือได้ว่าเป็นการเลิกสัญญาโดยปริยาย ทำให้ผู้ให้เช่าซื้อไม่มีสิทธิเรียกค่าส่วนต่างจากการขายรถภายหลังต่อไป หลักคิดนี้สอดคล้องกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 ซึ่งกล่าวถึงการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยการส่งมอบทรัพย์สินคืนเจ้าของ
ข้อแนะนำก่อนคืนรถเช่าซื้อโดยไม่ผิดสัญญา
หากมีความจำเป็นต้องคืนรถ ควรดำเนินการในช่วงที่ยังไม่มีค่างวดค้างชำระ และควรเก็บหลักฐานการส่งมอบรถไว้ให้ครบ เช่น เอกสารรับรถคืน รูปถ่ายวันส่งมอบ บันทึกตรวจสภาพรถ และหลักฐานการชำระค่างวดล่าสุด เพราะเอกสารเหล่านี้มีความสำคัญต่อการพิสูจน์ว่าเป็นการคืนรถโดยไม่ผิดสัญญา และอาจใช้เป็นแนวทางต่อสู้หากมีการเรียกค่าส่วนต่างในภายหลัง
ข้อควรระวังเรื่องการถูกเรียกค่าส่วนต่างหลังคืนรถ
ประเด็นสำคัญของคดีลักษณะนี้อยู่ที่ข้อเท็จจริงแต่ละกรณี ไม่ใช่ทุกการคืนรถจะตัดสิทธิเรียกค่าส่วนต่างเสมอไป โดยเฉพาะหากมีหนี้ค้างชำระมาก่อน มีหนังสือยอมรับหนี้เพิ่มเติม หรือมีข้อเท็จจริงที่แสดงว่าผู้เช่าซื้อเป็นฝ่ายผิดสัญญาแล้ว จึงไม่ควรรีบยอมรับยอดหรือชำระเงินโดยไม่ตรวจเอกสารและเงื่อนไขให้ชัดเจนเสียก่อน
หากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการคืนรถเช่าซื้อ ค่าส่วนต่างรถ หรือการถูกฟ้องหลังส่งมอบรถคืน ทนายสุพัตราพร้อมให้คำปรึกษาและช่วยประเมินแนวทางคดีอย่างรอบคอบ ตามข้อเท็จจริงและเอกสารของแต่ละกรณี
ตัวอย่าง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1203/2565
โจทก์รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยประพฤติผิดสัญญาข้อใดหรือมีหนี้ที่ต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้อแก่โจทก์แต่อย่างใด กรณีจึงไม่อาจถือว่าจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 12 ซึ่งจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดราคาตามสัญญาข้อ 13 เนื่องจากการแสดงเจตนาคืนรถอันจะถือว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อของผู้เช่าซื้อนั้น ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 12 ระบุว่า “ผู้เช่าซื้อจะเลิกเลิกสัญญาเช่าซื้อในเวลาใดๆ เสียก็ได้ โดยผู้เช่าซื้อจะต้องคืนและส่งมอบรถยนต์… และชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญานี้อยู่ในเวลานั้นทันที…” ดังนั้นต้องปรากฏว่าจำเลยยังคงมีหนี้หรือเงินที่ต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้ออยู่ในขณะที่ส่งมอบรถคืนโจทก์แต่เมื่อจำเลยไม่มีเงินหรือหนี้ที่ต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้อ กรณีดังกล่าวจึงถือว่าจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้ว ด้วยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นอันเลิกกันนับแต่วันที่จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ เมื่อสัญญาเลิกกันโดยจำเลยไม่ได้ประพฤติผิดสัญญา และไม่มีหนี้ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามมาตรา 573 ดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาค่าเช่าซื้อตามสัญญาจากจำเลย และแม้จำเลยได้ตกลงที่จะรับผิดในบรรดาหนี้ค้างชำระ ที่เกิดขึ้นจากการบอกเลิกสัญญาให้แก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ ๑๓ ตามหนังสือแสดงเจตนาคืนรถของจำเลยเอกสารหมาย จ.๘ แผ่นที่ ๑ ก็ตาม แต่เอกสารดังกล่าวมิใช่สัญญาเช่าซื้อเป็นเพียงหลักฐานการส่งมอบทรัพย์ที่เช่าซื้อคืนและจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อรับรองต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อว่า หากโจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายได้เงินไม่เพียงพอชำระหนี้คงค้างตามสัญญา จำเลยจะยอมรับผิดชดใช้ส่วนที่ขาดแก่โจทก์ ซึ่งเอกสารดังกล่าวหามีผลให้จำเลยต้องรับผิดค่าขาดราคาตามที่ระบุไว้ในเอกสารไม่ เพราะกรณีเป็นการรับสภาพหนี้สินว่ามีอยู่ทั้งที่ไม่มี เนื่องจากโจทก์และจำเลยไม่มีมูลหนี้ค่าขาดราคาต่อกันแล้ว จึงไม่มีผลบังคับแก่กันได้

