เหตุแห่งการฟ้องหย่าตามกฎหมาย มีอะไรบ้าง? สรุปมาตรา 1516 เข้าใจง่าย

เมื่อรักถึงทางตัน อยู่ด้วยกันไม่ได้ คู่สมรสตกลงหย่ากันไม่ได้ ต้องอาศัยกฎหมายเป็นเครื่องมือให้ได้มาซึ่งใบหย่า

สรุปเนื้อหา

  • กฎหมายกำหนดเหตุฟ้องหย่าไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516
  • การมีชู้ การละทิ้งร้าง และการทำร้ายร่างกาย เป็นเหตุฟ้องหย่าที่ประชาชนพบได้บ่อย
  • การแยกกันอยู่เกิน 3 ปี หรือไม่อุปการะเลี้ยงดู อาจเป็นเหตุฟ้องหย่าได้เช่นกัน
  • แต่ละเหตุจำเป็นต้องมีพยานหลักฐานรองรับ
  • การปรึกษาทนายความก่อนฟ้องหย่าช่วยประเมินสิทธิและโอกาสของคดีได้อย่างเหมาะสม

การหย่าโดยคำพิพากษาของศาลไม่สามารถกระทำได้เพียงเพราะคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ต้องการใช้ชีวิตร่วมกันอีกต่อไป แต่จะต้องมีเหตุฟ้องหย่าตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516

หากคู่สมรสไม่สามารถตกลงหย่ากันโดยความยินยอมได้ การฟ้องหย่าต่อศาลจึงต้องอาศัยเหตุแห่งการหย่าตามกฎหมาย

คู่สมรสฝ่ายหนึ่งอาจฟ้องหย่าได้ หากอีกฝ่ายมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับบุคคลอื่น ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงดู ยกย่อง หรือใช้ชีวิตร่วมกันเสมือนสามีภริยา หรือมีความสัมพันธ์ทางเพศกับบุคคลอื่นเป็นประจำ

ตัวอย่างที่พบได้บ่อย

  • พาคนอื่นมาอยู่ร่วมบ้านในลักษณะสามีภริยา
  • เปิดเผยความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นต่อสาธารณะ
  • มีหลักฐานข้อความ ภาพถ่าย หรือการโอนเงินให้ชู้เป็นประจำ

แม้จะไม่ใช่ความผิดอาญา แต่หากความประพฤติดังกล่าวทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย ถูกดูหมิ่น หรือได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร ก็อาจเป็นเหตุฟ้องหย่าได้

ตัวอย่างที่พบได้บ่อย

  • ติดการพนันอย่างหนัก
  • มั่วสุมยาเสพติด
  • มีพฤติกรรมเสื่อมเสียจนกระทบชื่อเสียงของครอบครัว

3. ทำร้ายร่างกาย ทรมานจิตใจ หรือดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างร้ายแรง

กฎหมายคุ้มครองทั้งความปลอดภัยทางร่างกายและสภาพจิตใจของคู่สมรส

ตัวอย่างที่พบได้บ่อย

  • ใช้ความรุนแรงในครอบครัว
  • ข่มขู่ คุกคาม หรือควบคุมชีวิตอีกฝ่าย
  • ดูหมิ่นเหยียดหยามคู่สมรสหรือบิดามารดาของคู่สมรสอย่างร้ายแรง

4. จงใจละทิ้งร้างเกิน 1 ปี

หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งออกจากครอบครัวและไม่กลับมาปฏิบัติหน้าที่ของตนเป็นเวลานานเกิน 1 ปี อีกฝ่ายมีสิทธิฟ้องหย่าได้

ตัวอย่างที่พบได้บ่อย

  • ออกจากบ้านโดยไม่มีเหตุอันสมควร
  • ไม่ติดต่อ ไม่ดูแล และไม่รับผิดชอบครอบครัว

5. ถูกจำคุกเกิน 1 ปีตามคำพิพากษาถึงที่สุด

กฎหมายเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายฟ้องหย่าได้ หากคู่สมรสถูกจำคุกเกิน 1 ปี และการอยู่กินต่อไปก่อให้เกิดความเสียหายหรือความเดือดร้อนเกินควร

6. แยกกันอยู่เกิน 3 ปี

กรณีคู่สมรสไม่สามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้ตามปกติสุข และแยกกันอยู่ติดต่อกันเกิน 3 ปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถฟ้องหย่าได้

กรณีที่กฎหมายรับรอง

  • สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี
  • แยกกันอยู่ตามคำสั่งศาลเกิน 3 ปี

7. ถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือหายไปเกิน 3 ปี

หากไม่สามารถทราบได้ว่าคู่สมรสยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ อีกฝ่ายสามารถใช้เหตุนี้ฟ้องหย่าได้

8. ไม่อุปการะเลี้ยงดู หรือกระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อชีวิตคู่

คู่สมรสมีหน้าที่ช่วยเหลืออุปการะซึ่งกันและกัน หากละเลยหน้าที่ดังกล่าวอย่างร้ายแรง อาจเป็นเหตุแห่งการหย่าได้

ตัวอย่างที่พบได้บ่อย

  • ไม่ส่งเสียค่าใช้จ่ายให้ครอบครัว
  • ปฏิเสธความรับผิดชอบต่อคู่สมรสและบุตร
  • สร้างภาระหรือความเดือดร้อนอย่างร้ายแรงแก่อีกฝ่าย

9. วิกลจริตติดต่อกันเกิน 3 ปี

หากคู่สมรสมีอาการวิกลจริตต่อเนื่องเกิน 3 ปี และมีลักษณะยากต่อการรักษา จนไม่อาจใช้ชีวิตคู่ร่วมกันได้ อีกฝ่ายสามารถฟ้องหย่าได้

10. ผิดทัณฑ์บนเกี่ยวกับความประพฤติ

เมื่อคู่สมรสเคยทำหนังสือรับรองหรือทัณฑ์บนเกี่ยวกับการปรับปรุงความประพฤติไว้ และต่อมาฝ่าฝืนข้อตกลงดังกล่าว อีกฝ่ายมีสิทธิฟ้องหย่าได้

11. เป็นโรคติดต่อร้ายแรงเรื้อรัง

หากคู่สมรสเป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่อาจเป็นอันตรายต่ออีกฝ่าย และโรคนั้นมีลักษณะเรื้อรังไม่มีทางรักษาให้หายได้ อาจเป็นเหตุแห่งการหย่าได้

12. ไม่สามารถร่วมประเวณีได้ตลอดกาล

กรณีมีสภาพทางกายที่ทำให้ไม่สามารถร่วมประเวณีได้อย่างถาวร และไม่มีแนวโน้มที่จะกลับมาเป็นปกติ กฎหมายให้อีกฝ่ายใช้เป็นเหตุฟ้องหย่าได้

หลักฐานเอกสาร

เช่น ทะเบียนสมรส เอกสารทางการเงิน หนังสือรับรอง หรือเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง

หลักฐานอิเล็กทรอนิกส์

เช่น ข้อความแชต อีเมล ข้อความในโซเชียลมีเดีย หรือหลักฐานดิจิทัลอื่น

พยานบุคคล

บุคคลที่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุแห่งการหย่าได้

ภาพถ่ายและคลิปวิดีโอ

หลักฐานภาพหรือวิดีโอที่เกี่ยวข้องกับเหตุฟ้องหย่า

ค่าทดแทน

ในบางกรณี เช่น การมีชู้ อาจมีสิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย

การแบ่งสินสมรส

ทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสอาจต้องนำมาพิจารณาแบ่งกันตามกฎหมาย

ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร

ศาลอาจกำหนดหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรหลังการหย่า

สิทธิในการปกครองบุตร

ศาลจะพิจารณาจากประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ

การฟ้องหย่าจะต้องอาศัยเหตุแห่งการหย่าตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 1516 ซึ่งแต่ละกรณีมีรายละเอียดและแนวทางพิสูจน์ที่แตกต่างกัน หากกำลังประสบปัญหาชีวิตคู่และไม่แน่ใจว่าข้อเท็จจริงของตนเข้าข่ายเหตุฟ้องหย่าหรือไม่ ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินแนวทางดำเนินคดีและรักษาสิทธิของตนอย่างเหมาะสม

การฟ้องหย่าเพราะมีชู้ควรมีพยานหลักฐานที่สามารถแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงชู้สาวของคู่สมรสกับบุคคลอื่น เช่น ข้อความสนทนา ภาพถ่าย คลิปวิดีโอ ข้อมูลการโอนเงิน หลักฐานการเข้าพักโรงแรม หรือพยานบุคคลที่ทราบข้อเท็จจริง ทั้งนี้ ศาลจะพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดประกอบกัน ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานเพียงชนิดใดชนิดหนึ่งเท่านั้น

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) หากสามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะไม่สามารถอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกิน 3 ปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งศาลเกิน 3 ปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถฟ้องหย่าต่อศาลได้

ได้ หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งไม่ให้ความช่วยเหลือหรืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายตามสมควร หรือกระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง จนทำให้อีกฝ่ายได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร อีกฝ่ายอาจนำเหตุดังกล่าวมาใช้เป็นเหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (6) ได้

ในบางกรณีสามารถเรียกค่าทดแทนได้ โดยเฉพาะกรณีที่การหย่าเกิดจากการมีชู้หรือการกระทำผิดของคู่สมรสตามที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม การเรียกค่าทดแทนจะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องในแต่ละคดีเป็นสำคัญ

กฎหมายไม่ได้บังคับให้คู่ความต้องมีทนายความในการฟ้องหย่า แต่คดีหย่ามักมีประเด็นเกี่ยวกับสิทธิในบุตร ค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าทดแทน และการแบ่งสินสมรส ซึ่งอาจมีความซับซ้อนทางกฎหมาย การปรึกษาหรือมอบหมายทนายความดำเนินคดีจึงช่วยลดความผิดพลาดและช่วยรักษาสิทธิประโยชน์ของตนได้อย่างเหมาะสม

ระยะเวลาของคดีหย่าขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของข้อพิพาท จำนวนพยานหลักฐาน และความร่วมมือของคู่ความ หากทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้ คดีอาจเสร็จสิ้นภายในไม่กี่เดือน แต่หากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับบุตร สินสมรส หรือค่าทดแทน คดีอาจใช้เวลานานกว่าหนึ่งปีได้

ได้ หากผู้ฟ้องมีเหตุฟ้องหย่าตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 1516 แม้อีกฝ่ายจะไม่ยินยอมหย่า ศาลก็มีอำนาจพิพากษาให้หย่าได้เมื่อพิจารณาแล้วว่ามีเหตุหย่าตามกฎหมายและมีพยานหลักฐานเพียงพอ

โดยหลักแล้ว สินสมรสเป็นทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส และเมื่อหย่ากันจะต้องแบ่งกันคนละครึ่ง เว้นแต่จะมีข้อตกลงเป็นอย่างอื่นหรือมีกฎหมายกำหนดไว้แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าทรัพย์สินใดเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรสอาจมีรายละเอียดทางกฎหมายที่ต้องวิเคราะห์เป็นรายกรณี

ศาลจะพิจารณาจากประโยชน์สูงสุดของบุตรเป็นสำคัญ โดยคำนึงถึงความพร้อมในการดูแล ความสัมพันธ์ระหว่างบุตรกับบิดามารดา รายได้ สภาพแวดล้อม และปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้ตัดสินจากเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ฟ้องหรือผู้ถูกฟ้อง

หากเป็นเพียงการอยู่กินกันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส จะไม่สามารถฟ้องหย่าได้ เนื่องจากกฎหมายถือว่าไม่ได้เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ตาม อาจมีสิทธิเรียกร้องในประเด็นอื่น เช่น ทรัพย์สินที่ร่วมกันสร้างขึ้น หรือสิทธิที่เกี่ยวข้องตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี