คดีหย่าคู่สมรสชาวต่างชาติเป็นคดีครอบครัวที่มักมีความซับซ้อนมากกว่าการหย่าทั่วไป เพราะอาจเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายประเทศ เอกสารต่างประเทศ การจดทะเบียนสมรส การรับรองเอกสาร และประเด็นเรื่องบุตร ทรัพย์สิน หรือสิทธิหน้าที่หลังหย่า การวางแนวทางคดีจึงควรพิจารณาข้อเท็จจริงและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ
หย่ากันได้ที่ประเทศใดและใช้กฎหมายใด
คดีหย่าคู่สมรสชาวต่างชาติต้องพิจารณาก่อนว่าศาลประเทศใดมีอำนาจ และกฎหมายของประเทศใดใช้บังคับ โดยขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เช่น สัญชาติ ที่อยู่ การจดทะเบียนสมรส และสถานที่เกิดเหตุแห่งคดี
เอกสารสำคัญในคดีหย่าคู่สมรสชาวต่างชาติ
เอกสารที่ใช้ในคดีอาจรวมถึงทะเบียนสมรส หนังสือเดินทาง เอกสารแปลภาษา เอกสารรับรองจากหน่วยงานต่างประเทศ และเอกสารที่ต้องผ่านการรับรองความถูกต้องตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด
ประเด็นเรื่องบุตร ทรัพย์สิน และค่าอุปการะ
นอกจากการหย่าแล้ว คดีลักษณะนี้มักเกี่ยวข้องกับสิทธิในการปกครองบุตร ค่าอุปการะเลี้ยงดู การแบ่งทรัพย์สินระหว่างสมรส และสิทธิเรียกร้องอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
ควรปรึกษาทนายความก่อนดำเนินคดี
คดีหย่าคู่สมรสชาวต่างชาติมีรายละเอียดด้านเอกสาร ขั้นตอน และข้อกฎหมายที่ซับซ้อน การปรึกษาทนายความตั้งแต่ต้นจะช่วยให้สามารถวางแนวทางคดี เตรียมเอกสาร และลดความผิดพลาดในการดำเนินการได้อย่างเหมาะสม
หากต้องการปรึกษาเรื่องหย่ากับคู่สมรสชาวต่างชาติ ทนายสุพัตราพร้อมให้คำแนะนำและช่วยประเมินแนวทางคดีตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
ตัวอย่าง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1869/2566
การหย่าระหว่างโจทก์ซึ่งมีสัญชาติไทยกับจำเลยซึ่งเป็นคนสัญชาติอังกฤษในประเทศไทยนั้นมีลักษณะเป็นนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนที่เกี่ยวพันกับกฎหมายระหว่างประเทศอันตกอยู่ภายใต้บังคับแห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 โดย พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 บัญญัติว่า “ศาลไทยจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีและภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้ เหตุหย่า ให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า” ซึ่งมีความหมายว่า ในกรณีที่สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นบุคคลสัญชาติอื่นหรือทั้งสองฝ่ายเป็นคนสัญชาติอื่นแต่มาฟ้องหย่าในประเทศไทย ศาลไทยจะพิพากษาให้หย่ากันได้ต่อเมื่อกฎหมายของประเทศสามีหรือภริยาหรือทั้งสองฝ่ายยินยอมให้สามีภริยาที่สมรสกันตามกฎหมายแล้วสามารถหย่ากันได้ ดังนั้นข้อที่ว่ากฎหมายแห่งประเทศอังกฤษอนุญาตให้บุคคลที่มีสัญชาติอังกฤษหย่าได้หรือไม่ จึงเป็นข้อสำคัญที่ศาลต้องพิจารณาเสียก่อน และเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ต้องนำสืบให้ปรากฏ เพราะกฎหมายของต่างประเทศถือเป็นข้อเท็จจริงและไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลไทยรับรู้ได้เอง โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ว่ากฎหมายอังกฤษอันเป็นกฎหมายสัญชาติของจำเลยผู้เป็นสามียินยอมให้หย่าได้และมีเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายไทยซึ่งเป็นกฎหมายสัญชาติของโจทก์ผู้เป็นภริยาและเป็นกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า เมื่อโจทก์มิได้นำสืบว่ากฎหมายของประเทศอังกฤษอันเป็นกฎหมายสัญชาติของจำเลยยอมให้คู่สมรสหย่ากันได้ ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลไทยจึงไม่อาจพิพากษาให้หย่ากันได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ หรือจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษก็สามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182

