กรณีรถไถหรือรถแทรกเตอร์ถูกยึด หรือผู้เช่าซื้อส่งมอบรถคืนให้ไฟแนนซ์แล้ว ยังอาจถูกเรียกหนี้ค่าส่วนต่างภายหลังได้ อย่างไรก็ตาม ยอดหนี้ดังกล่าวไม่ใช่ว่าจะโต้แย้งไม่ได้เสมอไป เพราะยังต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง สัญญา วิธีคำนวณหนี้ ราคาขายรถ และค่าใช้จ่ายที่ผู้ให้เช่าซื้อเรียกเก็บว่าถูกต้องและเป็นธรรมหรือไม่ โดยเฉพาะในคดีเช่าซื้อ หลักกฎหมายและแนวคำพิพากษาศาลฎีกาบางเรื่องเปิดช่องให้ต่อสู้เพื่อลดหนี้ได้ตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
ประเด็นต่อสู้เพื่อลดหนี้ค่าส่วนต่างรถไถ
ประเด็นแรกที่ควรตรวจสอบ คือ ผู้เช่าซื้อคืนรถในช่วงที่ยังไม่ผิดนัดหรือไม่ เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 รับรองว่าผู้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ด้วยการส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่เจ้าของ ซึ่งอาจเป็นประเด็นสำคัญในการโต้แย้งสิทธิเรียกค่าส่วนต่างในบางกรณี แต่ถ้าผิดนัดชำระมาก่อนแล้ว ข้อต่อสู้ส่วนนี้อาจอ่อนลงตามแนวฎีกา 3965/2564 ที่วินิจฉัยว่าการส่งรถคืนภายหลังผิดนัดไม่ได้ตัดความรับผิดโดยอัตโนมัติ.
อ้างอิงฎีกา 3965/2564
“การคืนรถภายหลังผิดนัด ไม่ได้ตัดความรับผิดโดยอัตโนมัติ และผู้ให้เช่าซื้อยังอาจเรียกค่าขาดราคาได้”
อีกประเด็นสำคัญคือ การคำนวณยอดหนี้หลังยึดหรือรับคืนรถ ผู้เช่าซื้อควรตรวจสอบว่าไฟแนนซ์นำดอกเบี้ยเช่าซื้อของงวดที่ยังไม่ถึงกำหนดมารวมเรียกด้วยหรือไม่ เพราะหลักเกณฑ์ของ สคบ. สำหรับสัญญาเช่าซื้อกำหนดว่าเมื่อมีการบอกเลิกสัญญาและขายทรัพย์แล้ว ผู้ให้เช่าซื้อไม่ควรเรียกดอกเบี้ยเช่าซื้อในงวดที่ยังไม่ถึงกำหนดหลังเลิกสัญญา และต้องคำนวณส่วนต่างจากมูลหนี้ที่แท้จริงเท่านั้น.
นอกจากนี้ ยังควรตรวจสอบราคาขายรถไถหลังยึดหรือรับคืนว่าต่ำผิดปกติหรือไม่ เพราะราคาขายมีผลโดยตรงต่อยอดค่าส่วนต่าง หากขายต่ำเกินสมควรหรือมีข้อสงสัยเรื่องขั้นตอนการขาย เช่น การแจ้งขาย การกำหนดราคา หรือความโปร่งใสในการขาย ยอดหนี้ค่าส่วนต่างก็อาจมีช่องให้โต้แย้งได้เช่นกัน.
หนี้ส่วนใดที่อาจลดลงได้ตามกฎหมายและสัญญา
ในทางปฏิบัติ หนี้ค่าส่วนต่างที่มีโอกาสลดลงได้ มักไม่ใช่เฉพาะเงินต้นคงเหลือ แต่รวมถึงรายการประกอบอื่นที่ถูกบวกเพิ่มเข้ามา เช่น ดอกเบี้ยเช่าซื้อของงวดที่ยังไม่ถึงกำหนด เบี้ยปรับผิดนัด ค่าติดตามทวงถาม ค่ายึดรถ ค่าขนย้าย ค่าฝากเก็บ ค่าประมูล หรือค่าใช้จ่ายอื่นที่อีกฝ่ายต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีจริงและสมเหตุสมผล หากไม่มีหลักฐานชัดเจน หรือเรียกเกินสมควร ผู้เช่าซื้อย่อมมีเหตุโต้แย้งเพื่อลดยอดหนี้ได้.
อีกส่วนที่ต้องตรวจคือ เงินที่เจ้าหนี้ได้รับจากการขายรถไถ รวมถึงเงินประกันหรือเงินอื่นที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์ หากนำมาหักหนี้ไม่ครบ หรือมีส่วนเกินแต่ไม่คืนให้ผู้เช่าซื้อ ยอดหนี้ค่าส่วนต่างอาจคลาดเคลื่อนและสูงกว่าที่ควรเป็นได้. หลักของ สคบ. ก็ระบุว่าหากขายได้เกินกว่ามูลหนี้ส่วนที่ขาด หรือมีเงินส่วนเกินจากประกันหลังหักหนี้แล้ว ผู้เช่าซื้อมีสิทธิได้รับคืน.
แนวฎีกาและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดีค่าส่วนต่างรถไถ
กฎหมายหลักที่เกี่ยวข้องคือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 ซึ่งเป็นฐานสำคัญของประเด็นเรื่องการคืนทรัพย์ในสัญญาเช่าซื้อ. ส่วนแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ใช้เป็นกรอบวิเคราะห์ได้ดีคือ ฎีกา 3965/2564 ซึ่งวางหลักเรื่องผลของการคืนทรัพย์ภายหลังผิดนัด และ ฎีกา 4836/2567 ซึ่งสะท้อนประเด็นการคืนรถเช่าซื้อและการคิดค่าส่วนต่างในชั้นศาล.
อ้างอิงฎีกา 4836/2567
“การส่งมอบรถคืนโดยมีเจตนาเลิกสัญญา อาจเป็นการใช้สิทธิตามมาตรา 573 และมีผลต่อสิทธิเรียกค่าส่วนต่าง”
นอกจากนี้ สำหรับรถไถหรือรถแทรกเตอร์ที่ใช้ในการเกษตร ปัจจุบันยังมีประกาศให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถแทรกเตอร์และเครื่องจักรกลการเกษตรเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา โดยมีผลใช้ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2569 ซึ่งทำให้ผู้บริโภคมีฐานตรวจสอบความเป็นธรรมของสัญญาได้มากขึ้นในคดีที่อยู่ในช่วงเวลาบังคับใช้.
หากถูกเรียกค่าส่วนต่างหลังรถไถถูกยึดหรือหลังคืนรถให้ไฟแนนซ์ ควรตรวจสัญญา หนังสือบอกกล่าว รายการคำนวณหนี้ ราคาขายรถ และเอกสารค่าใช้จ่ายประกอบทุกส่วนก่อนตัดสินใจยอมรับยอดหรือชำระเงิน เพราะหลายกรณียังมีประเด็นต่อสู้เพื่อลดหนี้ได้ตามข้อเท็จจริงและเอกสารของคดี. หากต้องการปรึกษาเรื่องคดีค่าส่วนต่างรถไถหรือเช่าซื้อเครื่องจักรกลการเกษตร ทนายสุพัตราพร้อมให้คำแนะนำและช่วยประเมินแนวทางคดีอย่างรอบคอบตามเอกสารของแต่ละกรณี.

