กรณีศึกษา: หลักตัวการตัวแทนในคดีซื้อขาย เมื่อบริษัทอ้างว่าตัวแทนโกงเอง (บริษัทไม่เกี่ยว?)

คดีนี้ลูกความเดินทางมาจากประเทศลาว เพื่อปรึกษาและว่าจ้างทนายดำเนินคดีเกี่ยวกับการซื้อขายสินค้า ผ่านช่องทางออนไลน์คือ เพจ facebook ของบริษัทผู้ขายสินค้า เนื่องจากชำระค่าสินค้าไปแล้ว แต่ได้รับสินค้าไม่ครบตามที่ตกลงกันไว้

อีกทั้งไม่มีการคืนเงินให้แก่ลูกความ แม้จะมีการติดตามทวงถามหลายครั้งก็ตาม

ภายหลังเกิดข้อพิพาท บริษัทอ้างว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากการกระทำของตัวแทนขายเพียงคนเดียว โดยบริษัทไม่ได้รับรู้หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าว

ทนายจึงดำเนินการยื่นฟ้องทั้งบริษัทและตัวแทนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเรียกร้องความรับผิดและค่าเสียหายตามกฎหมาย

ภายหลังเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล คู่ความสามารถเจรจาไกล่เกลี่ยกันได้ โดยบริษัทตกลงชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ลูกความจนเป็นที่พอใจ ส่งผลให้คดีสามารถยุติลงด้วยดี และมีการถอนฟ้องตามข้อตกลงของคู่ความ

คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อเกิดปัญหาจากการซื้อขายสินค้า การตรวจสอบข้อเท็จจริงและกำหนดตัวผู้รับผิดให้ครบถ้วนตั้งแต่ต้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยรักษาสิทธิของผู้เสียหายและเพิ่มโอกาสในการได้รับการเยียวยาความเสียหายตามกฎหมาย

หมายเหตุ: ผลของคดีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี

การไกล่เกลี่ยในศาลคืออะไร ทางออกจบคดีแบบ Win-Win ที่ต้องเข้าใจ

สรุปการไกล่เกลี่ยในศาล (รู้ก่อนตัดสินใจ)

  • การไกล่เกลี่ยในศาล คือกระบวนการเจรจาระหว่างคู่ความ (โจทก์และจำเลย) เพื่อหาทางออกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้
  • มี “ผู้ประนีประนอม” ทำหน้าที่เป็นคนกลาง ไม่ใช่ผู้ตัดสินคดี
  • ช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ไม่ต้องสู้คดีจนถึงที่สุด
  • ผลลัพธ์มุ่งเน้นแบบ Win-Win มากกว่าการแพ้-ชนะ
  • หากตกลงและทำ “สัญญาประนีประนอมยอมความ” แล้ว ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
  • หากผิดนัด อีกฝ่ายสามารถบังคับคดีได้ทันทีโดยไม่ต้องฟ้องใหม่

การไกล่เกลี่ยในศาล คือกระบวนการที่คู่ความทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยเจรจากัน โดยมี “ผู้ประนีประนอม” เป็นคนกลางช่วยให้การสนทนาเป็นไปอย่างสร้างสรรค์

จุดสำคัญคือ ไม่ใช่การตัดสินว่าใครผิดหรือถูก แต่เป็นการหาทางออกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ร่วมกัน


1. จบคดีได้เร็ว ลดระยะเวลา

ไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการสืบพยานที่ใช้เวลานาน

2. ประหยัดค่าใช้จ่าย

ลดค่าใช้จ่ายด้านทนาย ความ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีระยะยาว

3. ลดความขัดแย้งระหว่างคู่ความ

ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายสามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้โดยไม่ต้องเผชิญหน้ารุนแรง

4. ได้ผลลัพธ์แบบ Win-Win

ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งชนะ อีกฝ่ายแพ้ แต่เป็นการตกลงร่วมกัน


  • ศาลนัดคู่ความเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย
  • ผู้ประนีประนอมช่วยพูดคุยและเสนอแนวทาง
  • คู่ความเจรจาและตกลงเงื่อนไข
  • หากตกลงได้ จะทำ “สัญญาประนีประนอมยอมความ”

1. สัญญาประนีประนอมมีผลผูกพันทางกฎหมาย

เมื่อเซ็นแล้ว ถือเป็นข้อตกลงที่ต้องปฏิบัติตาม

2. ผิดนัด อาจถูกบังคับคดีทันที

หากไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง อีกฝ่ายสามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อบังคับคดีได้ทันที เช่น การยึดทรัพย์

3. ควรพิจารณาเงื่อนไขให้รอบคอบก่อนเซ็น

เพราะไม่สามารถแก้ไขได้ง่ายภายหลัง


เหมาะกับผู้ที่ต้องการจบข้อพิพาทอย่างรวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย และต้องการหาทางออกที่ยอมรับได้ร่วมกัน


ก่อนตัดสินใจไกล่เกลี่ย ควรพิจารณาเงื่อนไขให้รอบคอบ โดยเฉพาะเรื่อง

  • จำนวนเงินหรือภาระที่ต้องชำระ
  • ระยะเวลาในการปฏิบัติตามสัญญา
  • เงื่อนไขกรณีผิดนัด

หากไม่มั่นใจ ควรปรึกษาทนายความก่อนลงนามในสัญญาประนีประนอม เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยในศาล (FAQ)

การไกล่เกลี่ยในศาล จำเป็นต้องทำหรือไม่

ไม่จำเป็น แต่เป็นทางเลือกที่ศาลสนับสนุนเพื่อให้คดีจบเร็วขึ้น


ถ้าไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ จะเกิดอะไรขึ้น

คดีจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาปกติ เช่น การสืบพยาน


ไกล่เกลี่ยแล้วสามารถเปลี่ยนใจได้ไหม

หากยังไม่เซ็นสัญญา สามารถเปลี่ยนใจได้ แต่หากเซ็นแล้วต้องปฏิบัติตาม


ต้องมีทนายเข้าร่วมการไกล่เกลี่ยหรือไม่

ไม่จำเป็น แต่แนะนำให้มีทนายเพื่อช่วยพิจารณาเงื่อนไข


สัญญาประนีประนอมบังคับคดีได้จริงหรือไม่

สามารถบังคับคดีได้จริง หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง